3-Learning ways to achieve higher performance

ผมเองเคยคิดว่าการเรียนหมายถึง การนั่งในสีเหลี่ยมแคบๆมีอาจารย์สอน หรือหาหนังสือมานั่งอ่านด้วยตัวเองเท่านั้น แต่หลังจากที่ผมเข้ามาทำงานผมเองได้ค้นพบว่า การเรียนรู้ในการทำงานจริงๆแล้ว แทบจะใช้ทฤษฎีน้อยมาก ส่วนตัวผมแบ่งการเรียนรู้ออกมาเป็น 3 วิธีที่ทรงประสิทธิผล ผมแชร์ไว้เผื่อน้องๆคนไหนสนใจที่จะทำมาใช้เพื่อให้ประสบความสำเร็จแบบก้าวกระโดด และไม่ต้องเสียเวลามากเกินความจำเป็นกับสิ่งที่ไม่สำคัญ

On the job training (70%) – คิดเป็น 70% ของการเรียนรู้ทั้งหมด การเรียนรู้จากการทำงาน ทำให้เราได้ลงมือปฏิบัติจริง เห็นผลลัพธ์จริง แถมยังได้เจอกับปัญหา และการแก้ปัญหาจริงๆด้วยตัวเองด้วย เพราะฉะนั้นเด็กรุ่นใหม่ หรือคนที่ต้องการจะพัฒนาตัวเองตลอดเวลา ผมแนะนำว่าให้เริ่มต้นง่ายๆ จากงานที่ตัวเองทำ แล้วหมั่นหา โปรเจคใหม่ๆ ทำ เพื่อขยายขอบเขตของความรู้อยู่เสมอ

Team of business people working together on a laptop

Connection หรือ Mentor (20%) – หลายคนมองข้ามความรู้ที่ได้จาก Connection หรือคนที่มีประสบการณ์ใน Field นั้นๆ ซึ่งผมเองมองว่าจำเป็นมาก เพราะการที่เรามี Mentor หรือ Connection ที่ดี พวกเขาเหล่านั้นจะช่วยให้คำแนะนำ รวมถึงการแชร์ประสบการณ์ที่พวกเค้าตกผลึกมา โดยที่เราเองไม่ต้องไปมีประสบการณ์แบบนั้นตรงๆด้วยซ้ำ การหา Connection ที่สำคัญคือ ต้องหาคนที่รู้จริง อาจจะเริ่มง่ายๆ ด้วยการเป็น สมาชิกกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในงานที่เราสนใจผ่าน LinkedIn หรือ Facebook ถ้าเจอใครที่ Profile น่าสนใจจริงๆ เราอาจจะค่อยๆเข้าไป approach เพื่อขอนำแนะนำ 1-1 ก็ยังได้ แต่การที่เราจะมี ความสัมพันธ์ในระยะยาว ก็ต้องอย่างลืมที่จะให้ด้วยนะครับ

DQmS5f6DcWtCRbsUjSp8dufSbFXRH48KBHyu3r8uJxdZqbc

Extra curriculum (10%) – อันนี้ส่วนตัวผมเองเห็นว่าสำคัญน้อยกว่า เพราะจากที่เราเคย เรียนคอร์สเสริม หรือเข้าสัมมนาอะไรพวกนี้เยอะมากๆ ซึ่งที่ผมเจอคือ Content ซ้ำๆกับ ใช้ Concept กว้างมากเกินไปมาปรับใช้กับ context งานปัจจุบันลำบาก และบางครั้งก็แพงเกินความจำเป็น นี่ยังไม่นับคอร์สหลอกที่มีกันเกลื่อนเมืองนะ

A-Good-Lifetime-Habit-Read-More-Books-to-Expand-Your-Sense-of-Life---

ถึงแม้ว่าการเรียนรู้จะเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็มีความเครียด และพลังงานที่เราต้องใช้อยู่ไม่น้อย ในส่วนตัวผมจะไม่เรียนทุกอย่าง แต่จะเลือกบางอย่างที่คิดว่าสำคัญจริงๆ แต่นั่นต้องมาจากที่เราวางแผนอนาคตหรือ (Career Objective) ให้แน่นอนในระดับนึง โดยการตั้งคำถามง่ายๆกับตัวเองว่า อีก 5-10 ปี เราจะอยู่ใน Position อะไรในองค์กร ด้วยการทำงาน Function อะไร หรือ เราอยากที่จะเปิดกิจการของตัวเอง ซึ่งในแต่ละเส้นทางการองค์ความรู้ไม่เหมือนกัน และในแต่ละองค์ความรู้นั้นก็มีอยู่หลายระดับที่ไม่เท่ากัน เช่น ถ้าคุณต้องการเป็น Programmer เราต้องมีความรู้ในระดับเขียน Code ได้ แต่ถ้าเรามองว่าจะเป็น Project manager เราอาจจะไม่ได้ต้องมีความรู้ถึงการเขียน Code ขั้นเทพขนาดนั้น แต่เรื่องของการบริหารคน โปรเจค และงบประมาณก็อาจจะต้องมีเพิ่มเติมเข้ามา

เมื่อรู้แบบนี้แล้ว เราไม่จำเป็นต้องกลัวเลยครับ ว่าเราจะไม่มีความรู้เยอะทันคนอื่น เพียงแค่หาวิธีที่จะได้มา การปรับสัดส่วนอาจจะปรับเปลี่ยนไปได้ตามบุคคล เช่น บางคนเจอกับงานที่ทำเป็นรูทีน ไม่ท้าทาย การ สร้างสกิลใหม่ๆในงานเป็นไปได้ค่อนข้างยาก เราอาจจะปรับสัดส่วนในการหาคอร์สเรียนเพิ่มเติมมากขึ้น

ผมอยากให้ทุกคนจัดเวลาแบ่งชีวิตช่วงวันหยุดออกมาอีกส่วน เพื่อพบปะพูดคุยกับคนที่มีประสบการณ์ตรง เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กัน หรือ หาคอร์สเรียนสั้นๆ เพื่อเพิ่มพูนในส่วนที่เราต้องการจะเติมนะครับ

รู้จัก “ลิ้นชักในสมอง” เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน  

คุณเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเผชิญกับความยุ่งเหยิงในหัว ทำอะไรไม่สำเสร็จเป็นชิ้นเป็นอันซักอย่างมั้ย? ลองสังเกตุตัวเองนะครับ ว่าคุณกำลังพยายามทำหลายๆอย่างในเวลาเดียวกันหรือเปล่า เช่นคุณกำลังแอบตอบอีเมลล์ในขณะที่คุณกำลังประชุม ? กินข้าวขณะที่คุณกำลังทำงานไปด้วย ? แอบเม้าเพื่อนข้างๆแผนกผ่านไลน์อย่างเมามันส์? การทำหลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน แทนที่จะทำให้คุณผลิตผลงานได้มากขึ้น แต่คุณกลับทำอะไรไม่เสร็จซักอย่าง แถมไม่ดีพอ และบางครั้งอาจจะถึงขั้นที่รู้สึกว่าคุณกำลังสูญเสียพลังงานชีวิตมากเกินความจำเป็นในแต่ละวันด้วยซ้ำ

ec979a9393180f30d1a0fcf316d79b8f

ผมมีเคล็ดลับมาบอก เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสคุยกับคุณหมอที่ผมนับถือท่านนึง ผมแชร์ประสบการณ์ในช่วงที่ยากลำบาก ที่ต้องคิดอะไรพร้อมๆกันหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานซ้อนงาน เรื่องส่วนตัวที่ต้องการคำตอบเดี๋ยวนั้น และไหนจะต้องบริหารการประชุมที่ทับกันจนปวดหัว คุณหมอท่านนี้ให้คำแนะนำผ่านคอนเซ็บง่ายๆ ที่เรียกว่า “ลิ้นชักของสมอง” โดยเปรียบเทียบว่า “ความคิดในหัวเรานั้นเหมือนกับลิ้นชัก” ที่วางซ้อนๆกันอยู่ โดยแต่ละอันบรรจุเรื่องราว หรือสิ่งที่เราต้องทำไว้ การที่สมองเรายุ่งเหยิงนั้นส่วนใหญ่มาจากการที่เราพยายามจะ “เปิดลิ้นชักพร้อมๆกันหลายๆลิ้นชัก” เพื่อที่จะคิดหลายๆเรื่อง หลายๆอย่างพร้อมกัน ซึ่งจริงๆแล้ว แต่ละเรื่องนั้นต้องการความใส่ใจที่เหมาะสม และเวลาที่มากพอ ถึงแม้ว่าสมองเราจะสามารถประมวลข้อมูลมากมายในเวลาเดียวกัน แต่ก็มีขีดจำกัดอยู่ไม่น้อย คุณหมอจึงแนะนำให้ ผมอยู่กับปัจจุบันขณะด้วยการคิดและทำทีละอย่างให้เสร็จสิ้นโดยไม่ทำหลายๆอย่างพร้อมกันเพื่อใช้ประสิทธิภาพสมองสูงสุด ซึ่งก็เหมือนกับการ “เปิดลิ้นชักทีละอัน” และค่อยๆจัดการทีละเรื่องนั่นเอง การเปิดลิ้นชักทีละอันจะทำให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น ใช้เวลาน้อยลง

0_yITXHpcgUtNAlvXd_

โดยส่วนตัวแล้วผมเองไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ เพราะปัจจุบัน เป็นที่รู้กันว่าเราต่างใช้ชีวิตที่เร่งรีบ การทำงานทีละอย่างจะให้ผลลัพธ์เท่ากับการทำงานหลายๆอย่างได้ยังไงกัน จริงมั้ย ? ถึงแม้ในหลายๆมุมผมคิดแบบนั้น แต่ผมเองได้ลองนำมาปรับใช้กับตัวเองเพื่อเปรียบเทียบกับช่วงที่ผ่านมา ผลลัพธ์คือ ภายในหนึ่งอาทิตย์ การทำงานและการคิดทีละอย่าง ไม่เพียงแค่ทำให้ผมสามารถทำงานให้เสร็จลุล่วงได้เป็นจำนวนมากด้วยรายละเอียดที่สูงกว่า แต่ผมสามารถทำงานสิ่งๆนั้นได้เร็วขึ้นกว่าเดิมเกือบเท่าตัว หากใครพบกับปัญหาเหล่านี้อยู่ ลองกลับเข้าไปสำรวจ ลิ้นชักในสมอง และจัดระเบียบกันซักหน่อยนะครับ 🙂